พินัยกรรมแบบธรรดา
ในการทำเป็นการเขียนตามรูปแบบหรือการพิมพ์ โดยพินัยกรรมที่ทำต้องลงวันที่ เดือน ปี ใน วันที่ทำพินัยกรรม และเจ้าของมรดกต้องเซ็นท้ายพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนและพยานต้องลงรายชื่อรับรองลายมือผู้ทำพินัยกรรมนั้นด้วย
พินัยกรรมแบบเขียนขึ้นเอง
เจ้าของมรดกจะต้องเขียนขึ้นด้วยตนเองเท่านั้น จะให้ผู้อื่นเขียนแทนไม่ได้ เขียนเองทั้งฉบับ ต้องระบุวัน เดือน ปี ที่ทำการเขียน และลงลายมือชือตนเองลงไปด้วย
แบบเอกสารฝ่ายเมือง
ผู้ทำพินัยกรรมต้องแจ้งความประสงค์ด้วยตนเองต่อนายอำเภอ และต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คนนายอำเภอจะจดข้อความพินัยกรรมลงไว้ และจะอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟังเมื่อข้อความถูกต้องเรียบร้อย ผู้ทำพินัยกรรมและพยานก็ลงชื่อไว้ จากนั้นนายอำเภอจะลงวันที่ เดือน ปี และลงลายมือชื่อไว้ แล้วเขียนบอกว่าพินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้นถูกต้องทั้งหมด แล้วประทับตราตำแหน่งนายอำเภอเป็นอันเรียบร้อย
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
การทำพินัยกรรมนี้เป็นการทำพินัยกรรมที่มีข้าราชการต่อกรมการอำเภอและต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน นายอำเภอจะต้องจดข้อความคำข้อทำพินัยกรรมลงบัญชีบันทึกประจำวันไว้ และจะอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟังเมื่อข้อความถูกต้องเรียบร้อย ข้อความที่นายอำเภอจดไว้ให้ลง วันที่ เดือน ปี ใน วันที่ทำพินัยกรรม แล้วเขียนบอกว่าพินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้นถูกต้องตามบทอนุมาตรา 1-3 แล้วประทับตราตำแหน่งนายอำเภอเป็นอันเรียบร้อยหรือทำที่นอกอำเภอก็ได้แต่ต้องมีนายอำเภอตามการร้องขอนั้นในการประทับตราก้ได้เช่นกัน
พินัยกรรมแบบเอกสารลับ
ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนพินัยกรรมด้วยตนเอง หรือให้ผู้อื่นเขียนแทนก็ได้ และต้องลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไว้ทำการปิดผนึกพินัยกรรมไปแสดงต่อนายอำเภอและพยานอย่างน้อย 2 คน และให้ถ้อยคำต่อบุคคลทั้งหมดเหล่านั้น ว่าเป็นพินัยกรรมตน ถ้าพินัยกรรมนั้นมิได้เป็นผู้เขียนเอง ให้แจ้งนามและภูมิลำเนาของผู้เขียนให้ทราบด้วยเมื่อนายอำเภอจดถ้อยคำและวัน เดือน ปี ที่ได้ทำพินัยกรรมไว้บนซอง แล้วก็ประทับตราตำแหน่งและลายมือชื่อบนซอง พร้อมกับผู้ทำพินัยกรรมและพยานด้วย
ข้อยกเว้นการทำพินัยกรรมแบบเอกสารลับ
ถ้าบุคคลผู้เป็นใบ้และหูหนวกหรือผู้ที่พูดไม่ได้ มีความประสงค์ในการพินัยกรรมให้เขียนด้วยตนเองบนซองพินัยกรรมและให้ผู้อื่นไว่าเป็นพินัยกรรมของตนแทน
พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา
ในกรณีที่ตกอยู่ในอันตรายใกล้เสียชีวิตหรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำด้วยวาจาได้ โดยแสดงเจตนาทำพินัยกรรมต่อหน้า พยานอย่างน้อย 2 คน แล้วพยานทั้งสองนั้นจะต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอ แล้วแจ้งขอทำพินัยกรรมแจ้งวันเวลาให้ทราบด้วยสถานที่ทำพินัยกรรมหรือพฤติกรรมพิเศษต่อ นายอำเภอจะจดข้อความนั้นไว้ แล้วพยานทั้ง 2 คนลงลายมือชื่อหรือถ้าลงลายนิ้วมือต้องมีพยานเพิ่มขึ้นอีก 2 คน เพื่อรับรองลายนิ้วมือด้วย
ความสมบูรณ์ในการทำพินัยกรรม
ความสมบูรณ์ในการทำพินัยกรรมทำขึ้นตามมาตราก่อนนั้นย่อมสิ้นไปเมือพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่เวลาผู้ทำพินัยกรรมกลับมาสู้การทำพินัยกรรมแบบอื่นๆที่กำหนดไว้ได้
ความไม่สมบูรณ์ในการทำพินัยกรรม
หากมีการขูดลบ หรือเติมแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความใดๆ มีผลทำให้พินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ได้ปฏิบัติอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรม หรือไม่ได้มีการเซ็นรับรองการเปลี่ยนแปลงใดๆจะทำให้พินัยกรรมไม่สมบูรณ์เช่นกัน
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553
การให้สินบน
สินบน” หมายความว่า1.ทรัพย์หรือสิ่งของที่จะให้เป็นเครื่องบูชาคุณ หรือตอบแทนผู้ที่จะช่วยให้สำเร็จตามประสงค์ หรือ 2.ทรัพย์ที่จะให้เพื่อจูงใจให้ทำผิดต่อหน้าที่โดยผู้ให้มุ่งประโยชน์ของตนซึ่งในความหมายของ “สินบน” ทั้ง 2 ความหมาย ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ให้เพื่อตอบแทนกับผลประโยชน์ที่ผู้ให้ได้รับ ซึ่งมักจะเป็นสิ่งจูงใจให้ผู้รับประพฤติปฏิบัติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้ผู้ให้สินบนได้รับประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวจากความหมายของคำว่า “สินบน” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ข้างต้น เห็นได้ว่า หากการให้ “สินบน” นอกจากตามความหมายจะเป็นเรื่องการให้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังมีกฎหมายอาญาบัญญัติไว้เป็นความผิดทั้งผู้ “ให้สินบน” และผู้ “รับสินบน” ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และมาตรา 149 โดยบัญญัติไว้ดังนี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 144 บัญญัติว่า “ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” เป็นความผิดสำหรับบุคคล “ผู้ให้สินบน” แก่เจ้าพนักงานสำหรับเจ้าพนักงานผู้ “รับสินบน” มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต” นกจากนั้น การ “รับสินบน” ไม่เฉพาะแต่การเรียกรับหรือยอมจะรับเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งเท่านั้น ยังหมายรวมถึงการเรียกรับหรือยอมจะรับไว้ล่วงหน้าก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่งที่จะเอื้อประโยชน์นั้นด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 150 ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับหรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท”จากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว จะเห็นได้ว่าคำว่า “สินบน” นั้น เป็นการให้ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผู้รับสินบนมีอัตราโทษกำหนดไว้สูงถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว นอกจากนั้นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ยังมีกรอบของกฎหมายบัญญัติไว้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”ดังนั้นในการใช้เรียกคำว่า “ส่วย” หรือ “สินบน” จึงควรใช้กันให้ถูกต้อง เพราะหากมองกันว่าเป็น “ส่วย” แล้ว จะไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เหมือนกับการให้ “สินบน” ซึ่งจะผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ แต่อย่างไรก็ดีในการให้ของขวัญแก่เจ้าพนักงานหรือข้าราชการนั้น ได้มีข้อกำหนดไว้แล้วว่า จะให้และรับกันเกินกว่า 3,000 บาทไม่ได้ ดังนั้นแม้ว่าจะอ้างกันอย่างไรเกี่ยวกับการให้ก็ให้กันเกินกว่า 3,000 บาทไม่ได้อยู่นั่นเอง
ตัวอย่าง เช่น กรณีของตำรวจจราจรกับการจ่ายสินบนเพื่อไม่รับใบสั่ง ตามมาด้วยการตั้งด่านลอย คอยจ้องหาผู้กระทำผิด แทนที่จะทำหน้าที่ป้องปราม
กรณีของการจ่ายส่วยเพื่อแลกกับการกระทำผิดในรูปแบบต่างๆเช่นการประมูลโครงการของหน่วยงานของภาครัฐ การบรรทุกสินค้าเกินพิกัดของกลุ่มรถบรรทุก ฯลฯ
นางสาว วีณา สว่างวัน รปศ 501 เลขที่ 35
ตัวอย่าง เช่น กรณีของตำรวจจราจรกับการจ่ายสินบนเพื่อไม่รับใบสั่ง ตามมาด้วยการตั้งด่านลอย คอยจ้องหาผู้กระทำผิด แทนที่จะทำหน้าที่ป้องปราม
กรณีของการจ่ายส่วยเพื่อแลกกับการกระทำผิดในรูปแบบต่างๆเช่นการประมูลโครงการของหน่วยงานของภาครัฐ การบรรทุกสินค้าเกินพิกัดของกลุ่มรถบรรทุก ฯลฯ
นางสาว วีณา สว่างวัน รปศ 501 เลขที่ 35
วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553
การรับบุตรบุญธรรม
วิธีการรับบุตรบุญธรรมให้ถูกต้องตามกฎหมายในกรณีที่ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นเด็กค่อนข้างยุ่งยาก กว่าการรับคนที่บรรลุนิติภาวะแล้วเป็นบุตรบุญธรรม การรับบุตรบุญธรรมโดยทั่วไปคนรับบุตรบุญธรรมจะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 25 ปี ส่วนคนที่จะเป็นบุตรบุญธรรมจะมีอายุเท่าใดก็ได้ แต่จะต้องมีอายุอ่อนกว่า ผู้รับบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี
ในกรณีที่ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมยังเป็นเด็กอยู่ การรับบุตรบุญธรรมจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอม ของพ่อและแม่ของเด็กเสียก่อน ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งของเด็กตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง การรับบุตรบุญธรรม จะต้องได้รับจากพ่อหรือแม่ซึ่งยังมีอำนาจปกครอง
ถ้าไม่มีพ่อแม่ หรือมีแต่พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ หรือไม่ให้ความยินยอม และการไม่ให้ความยินยอมนั้น ปราศจากเหตุผลอันสมควร และเป็นปฏิปักษ์ต่อ สุขภาพความเจริญหรือสวัสดิภาพของเด็ก ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือพ่อหรือแม่ของเด็กหรือพนักงานอัยการ จะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของพ่อและหรือแม่ของเด็กก็ได้
เมื่อพ่อและแม่ของเด็กให้ความยินยอมหรือศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนความยินยอมของพ่อและหรือแม่ ดังกล่าวแล้ว ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องนำความยินยอมหรือคำอนุญาตของศาลไปยืนคำขอรับเด็ก เป็นบุตรบุญธรรมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามวิธีการที่บัญญัติไว้ ใน พ.ร.บ. รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต่อไป
นอกจากจะต้องมีความยินยอมของพ่อและหรือแม่ของเด็ก การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรณีที่ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมมีคู่สมรสแล้ว ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรสด้วย มิฉะนั้นการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมย่อมไม่สมบูรณ์
ในกรณีที่คู่สมรสของผู้ขอรับบุตรบุญธรรมไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น เป็นคนวิกลจริต หรือไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้นก่อน จึงจะมีการรับบุตรบุญธรรมได้ เนื่องจากการขอรับบุตรบุญธรรมของสามีภริยาคู่นี้มีปัญหาที่ฝ่ายสามีประสงค์จะมีลูกที่เกิดจากสายเลือด ของตนเอง สามีอาจจะไม่ให้ความยินยอมให้ภริยารับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้
มีปัญหาว่า ถ้าสามีไม่ให้ความยินยอมภริยาจะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาต แทนความยินยอมของสามีได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ภริยาจะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนความยินยอมของสามีไม่ได้ ฉะนั้นถ้าหากสามีไม่ให้ความยินยอมให้ภริยารับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ความคิดของภริยาที่จะตัดไฟเสียต้นลมไม่ให้สามีมีเมียใหม่โดยวิธีรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็ไม่อาจทำได้
แต่ถ้าสามีเต็มใจให้ความยินยอม ปัญหาก็ไม่เกิด เมื่อได้มีคำยื่นขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมจนผ่านขั้นตอนการทดลองการเลี้ยงดูจนได้มีการจดทะเบียน รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว ภริยาผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็มีฐานะเป็นผู้รับบุตรบุญธรรม ส่วนเด็กก็มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรม ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรม กับบุตรบุญธรรม จะเหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกโดยสายเลือดเกือบทุกอย่าง ส่วนสามี เป็นเพียงผู้ให้ ความยินยอมเท่านั้น จึงไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับบุตรบุญธรรมของภริยา หากสามีประสงค์จะให้ บุตรบุญธรรมของภริยาเป็นบุตรบุญธรรมของตนด้วย สามีก็จะต้องดำเนินการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เช่นเดียวกับภริยาดำเนินการโดยเพียงแต่ได้รับความยินยอมจากภริยา ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้วเท่านั้น ไม่ต้องให้พ่อแม่จริง ๆ ของเด็กให้ความยินยอมอีก
ในกรณีที่ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมยังเป็นเด็กอยู่ การรับบุตรบุญธรรมจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอม ของพ่อและแม่ของเด็กเสียก่อน ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งของเด็กตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง การรับบุตรบุญธรรม จะต้องได้รับจากพ่อหรือแม่ซึ่งยังมีอำนาจปกครอง
ถ้าไม่มีพ่อแม่ หรือมีแต่พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ หรือไม่ให้ความยินยอม และการไม่ให้ความยินยอมนั้น ปราศจากเหตุผลอันสมควร และเป็นปฏิปักษ์ต่อ สุขภาพความเจริญหรือสวัสดิภาพของเด็ก ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือพ่อหรือแม่ของเด็กหรือพนักงานอัยการ จะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของพ่อและหรือแม่ของเด็กก็ได้
เมื่อพ่อและแม่ของเด็กให้ความยินยอมหรือศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนความยินยอมของพ่อและหรือแม่ ดังกล่าวแล้ว ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องนำความยินยอมหรือคำอนุญาตของศาลไปยืนคำขอรับเด็ก เป็นบุตรบุญธรรมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามวิธีการที่บัญญัติไว้ ใน พ.ร.บ. รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต่อไป
นอกจากจะต้องมีความยินยอมของพ่อและหรือแม่ของเด็ก การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรณีที่ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมมีคู่สมรสแล้ว ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรสด้วย มิฉะนั้นการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมย่อมไม่สมบูรณ์
ในกรณีที่คู่สมรสของผู้ขอรับบุตรบุญธรรมไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น เป็นคนวิกลจริต หรือไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้นก่อน จึงจะมีการรับบุตรบุญธรรมได้ เนื่องจากการขอรับบุตรบุญธรรมของสามีภริยาคู่นี้มีปัญหาที่ฝ่ายสามีประสงค์จะมีลูกที่เกิดจากสายเลือด ของตนเอง สามีอาจจะไม่ให้ความยินยอมให้ภริยารับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้
มีปัญหาว่า ถ้าสามีไม่ให้ความยินยอมภริยาจะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาต แทนความยินยอมของสามีได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ภริยาจะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนความยินยอมของสามีไม่ได้ ฉะนั้นถ้าหากสามีไม่ให้ความยินยอมให้ภริยารับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ความคิดของภริยาที่จะตัดไฟเสียต้นลมไม่ให้สามีมีเมียใหม่โดยวิธีรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็ไม่อาจทำได้
แต่ถ้าสามีเต็มใจให้ความยินยอม ปัญหาก็ไม่เกิด เมื่อได้มีคำยื่นขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมจนผ่านขั้นตอนการทดลองการเลี้ยงดูจนได้มีการจดทะเบียน รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว ภริยาผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็มีฐานะเป็นผู้รับบุตรบุญธรรม ส่วนเด็กก็มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรม ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรม กับบุตรบุญธรรม จะเหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกโดยสายเลือดเกือบทุกอย่าง ส่วนสามี เป็นเพียงผู้ให้ ความยินยอมเท่านั้น จึงไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับบุตรบุญธรรมของภริยา หากสามีประสงค์จะให้ บุตรบุญธรรมของภริยาเป็นบุตรบุญธรรมของตนด้วย สามีก็จะต้องดำเนินการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เช่นเดียวกับภริยาดำเนินการโดยเพียงแต่ได้รับความยินยอมจากภริยา ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้วเท่านั้น ไม่ต้องให้พ่อแม่จริง ๆ ของเด็กให้ความยินยอมอีก
นางสาว วีณา สว่างวัน รปศ. 501 เลขที่35
วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553
การหมิ่นประมาท
หมิ่นประมาท / ดูหมิ่น
เรื่องคดีดูหมิ่น หมิ่นประมาทในทางอาญาและหมิ่นประมาทในทางแพ่งแตกต่างกันอย่างไร เพราะบางครั้งมีการแจ้งความฟ้องศาลให้ลงโทษจำคุกได้ แต่บางครั้งฟ้องเรียกแต่ค่าเสียหายกันอย่างเดียว
การฟ้องให้ลงโทษจำคุกจะเป็นเรื่องของความรับผิดทางอาญา ส่วนการฟ้องเรียกค่าเสียหายจะเป็นเรื่องของความรับผิดในทางแพ่ง ซึ่งการหมิ่นประมาทนั้นอาจเป็นทั้งความรับผิดในทางอาญาและทางแพ่ง หรืออาจเป็นเพียงความผิดฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งได้อย่างเดียว หรืออาจจะเป็นความรับผิดในทางอาญาอย่างเดียว ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทในทางอาญาและทางแพ่งนั้นมีมากมายในที่นี้จึงขออธิบายเพียงกว้าง ๆ ว่าการหมิ่นประมาทในทางแพ่งและหมิ่นประมาทในทางอาญานั้นโดยทั่วไปมีความคล้ายกัน ซึ่งพอจะแยกความแตกต่างได้บ้างคือ
1.ดูจากเจตนา กล่าวคือ ในทางอาญา การหมิ่นประมาทนั้นต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาเท่านั้น ดังนั้นถ้าเป็นการกระทำโดยไม่เจตนาหรือเป็นการกระทำโดยประมาทในความรับผิดทางอาญาจะไม่ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท แต่หมิ่นประมาทในทางแพ่งนั้นนอกจากจะกระทำโดยเจตนาคือ จงใจกระทำแล้ว ในบางกรณีแม้เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อในการกล่าวหรือไขข่าว ก็อาจมีความผิดในทางแพ่งเรื่องละเมิดได้ แม้ว่าผู้กล่าวหรือไขข่าวจะไม่มีเจตนาให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ และทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของผู้อื่น
2.ดูจากความที่กล่าวหรือไขข่าว กล่าวคือ การหมิ่นประมาทในทางแพ่งนั่นถ้าเป็นการพูดเรื่องจริง กล่าวหรือไขข่าวในข้อความที่เป็นจริงจะไม่ถือว่าเป็นการละเมิด เพราะว่าหากเป็นเรื่องจริงผู้ถูกกล่าวถึงนั้นย่อมไม่ได้รับความเสียหาย แต่สำหรับความรับผิดทางอาญานั้น แม้ข้อความที่กล่าวนั้นจะเป็นเรื่องจริงก็อาจเป็นความรับผิดทางอาญาได้ โดยจะเห็นได้จากในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 ที่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่จริง ถ้าหากคำกล่าวหรือข้อความที่กล่าวใส่ความนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน
3.ดูเรื่องความเสียหายที่ได้รับ ในทางอาญาผลของการใส่ความจะเป็นการเสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง แต่การหมิ่นประมาทในทางแพ่งนั้น กฎหมายจะกำหนดความเสียหายไว้กว้างกว่าคือ นอกจากจะเป็นการเสียหายต่อชื่อเสียงแล้ว ยังรวมถึงความเสียหายต่อทางทำมาหาได้ เกียรติคุณหรือทางเจริญด้วย
นอกจากนี้ในความรับผิดทางอาญานั้น บางครั้งการพูดดูถูกผู้อื่นอาจเป็นเพียงการดูหมิ่นอันเป็นเพียงความผิดที่มีโทษเพียงเล็กน้อยซึ่งเรียกว่า ความผิดลหุโทษ คือ ความผิดฐานดูหมิ่นนั้นจะมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดยการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเหยียดหยามบุคคลอื่น แต่ไม่ถึงกับทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณเพราะคำดูหมิ่นนั้นไม่อาจจะเป็นความจริงได้ ได้แก่คำด่าต่าง ๆ เช่น คำว่า ไอ้สัตว์เดรัจฉาน ไอ้เหี้ย ไอ้ผีปอบ ฯลฯ หรืออาจเป็นอาการดูหมิ่นต่าง ๆ เช่น การแลบลิ้นใส่ การยกเท้าแสดงอาการไม่สุภาพ ฯลฯโดยไม่ต้องเป็นการกล่าวต่อบุคคลที่สาม
แต่ถ้าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญาแล้วจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญเข้ามาอีกประการหนึ่งคือ ต้องเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมากล่าวอ้างต่อบุคคลที่สามด้วย ซึ่งจะทำให้บุคคลที่สามได้เห็นพฤติกรรมการกระทำของบุคคลนั้น และความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญานั้นโทษจะหนักกว่าคือ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ.
นางสาว วีณา สว่าวัน เลขที่35 รปศ.501
เรื่องคดีดูหมิ่น หมิ่นประมาทในทางอาญาและหมิ่นประมาทในทางแพ่งแตกต่างกันอย่างไร เพราะบางครั้งมีการแจ้งความฟ้องศาลให้ลงโทษจำคุกได้ แต่บางครั้งฟ้องเรียกแต่ค่าเสียหายกันอย่างเดียว
การฟ้องให้ลงโทษจำคุกจะเป็นเรื่องของความรับผิดทางอาญา ส่วนการฟ้องเรียกค่าเสียหายจะเป็นเรื่องของความรับผิดในทางแพ่ง ซึ่งการหมิ่นประมาทนั้นอาจเป็นทั้งความรับผิดในทางอาญาและทางแพ่ง หรืออาจเป็นเพียงความผิดฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งได้อย่างเดียว หรืออาจจะเป็นความรับผิดในทางอาญาอย่างเดียว ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทในทางอาญาและทางแพ่งนั้นมีมากมายในที่นี้จึงขออธิบายเพียงกว้าง ๆ ว่าการหมิ่นประมาทในทางแพ่งและหมิ่นประมาทในทางอาญานั้นโดยทั่วไปมีความคล้ายกัน ซึ่งพอจะแยกความแตกต่างได้บ้างคือ
1.ดูจากเจตนา กล่าวคือ ในทางอาญา การหมิ่นประมาทนั้นต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาเท่านั้น ดังนั้นถ้าเป็นการกระทำโดยไม่เจตนาหรือเป็นการกระทำโดยประมาทในความรับผิดทางอาญาจะไม่ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท แต่หมิ่นประมาทในทางแพ่งนั้นนอกจากจะกระทำโดยเจตนาคือ จงใจกระทำแล้ว ในบางกรณีแม้เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อในการกล่าวหรือไขข่าว ก็อาจมีความผิดในทางแพ่งเรื่องละเมิดได้ แม้ว่าผู้กล่าวหรือไขข่าวจะไม่มีเจตนาให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ และทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของผู้อื่น
2.ดูจากความที่กล่าวหรือไขข่าว กล่าวคือ การหมิ่นประมาทในทางแพ่งนั่นถ้าเป็นการพูดเรื่องจริง กล่าวหรือไขข่าวในข้อความที่เป็นจริงจะไม่ถือว่าเป็นการละเมิด เพราะว่าหากเป็นเรื่องจริงผู้ถูกกล่าวถึงนั้นย่อมไม่ได้รับความเสียหาย แต่สำหรับความรับผิดทางอาญานั้น แม้ข้อความที่กล่าวนั้นจะเป็นเรื่องจริงก็อาจเป็นความรับผิดทางอาญาได้ โดยจะเห็นได้จากในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 ที่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่จริง ถ้าหากคำกล่าวหรือข้อความที่กล่าวใส่ความนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน
3.ดูเรื่องความเสียหายที่ได้รับ ในทางอาญาผลของการใส่ความจะเป็นการเสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง แต่การหมิ่นประมาทในทางแพ่งนั้น กฎหมายจะกำหนดความเสียหายไว้กว้างกว่าคือ นอกจากจะเป็นการเสียหายต่อชื่อเสียงแล้ว ยังรวมถึงความเสียหายต่อทางทำมาหาได้ เกียรติคุณหรือทางเจริญด้วย
นอกจากนี้ในความรับผิดทางอาญานั้น บางครั้งการพูดดูถูกผู้อื่นอาจเป็นเพียงการดูหมิ่นอันเป็นเพียงความผิดที่มีโทษเพียงเล็กน้อยซึ่งเรียกว่า ความผิดลหุโทษ คือ ความผิดฐานดูหมิ่นนั้นจะมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดยการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเหยียดหยามบุคคลอื่น แต่ไม่ถึงกับทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณเพราะคำดูหมิ่นนั้นไม่อาจจะเป็นความจริงได้ ได้แก่คำด่าต่าง ๆ เช่น คำว่า ไอ้สัตว์เดรัจฉาน ไอ้เหี้ย ไอ้ผีปอบ ฯลฯ หรืออาจเป็นอาการดูหมิ่นต่าง ๆ เช่น การแลบลิ้นใส่ การยกเท้าแสดงอาการไม่สุภาพ ฯลฯโดยไม่ต้องเป็นการกล่าวต่อบุคคลที่สาม
แต่ถ้าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญาแล้วจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญเข้ามาอีกประการหนึ่งคือ ต้องเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมากล่าวอ้างต่อบุคคลที่สามด้วย ซึ่งจะทำให้บุคคลที่สามได้เห็นพฤติกรรมการกระทำของบุคคลนั้น และความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญานั้นโทษจะหนักกว่าคือ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ.
นางสาว วีณา สว่าวัน เลขที่35 รปศ.501
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552
การฟ้องศาลในคดีแพ่ง
พีระพันธุ์ : ความผิดต่อสถาบันเป็นความมั่นคงแห่งรัฐ
โดย : สุทธิรักษ์ อุฒมนตรี
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
รมว.ยุติธรรมกล่าว "จะเร่งดำเนินการปราบปรามคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติไม่ว่าจะเป็นการกระทำ คำพูด การสื่อสารในรูปแบบใดหรือเว็บไซต์"
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประกาศเป็นนโยบายการบริหารงานกระทรวงยุติธรรม ในวันแรกที่เข้าทำงานในกระทรวงว่าจะเร่งดำเนินการปราบปรามคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ คำพูด การสื่อสารในรูปแบบใด หรือเว็บไซต์ อันนี้เป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงยุติธรรม
ต่อมาศาลอาญา มีคำพิพากษาจำคุกนายแฮรี่ นิโคลายส์ (MR.Harry Nicolaides) อดีตนักข่าวและคอลัมนิสต์ชาวออสเตรเลีย เป็นเวลา 3 ปี ในข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์และรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
วันนี้ผ่านมาแล้ว 1 เดือน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์พิเศษ กรุงเทพธุรกิจ ถึงนโยบายจัดการขบวนการหมิ่นสถาบัน ทั้งผ่านทางเว็บไซต์ และสื่ออื่นๆ รวมถึงผู้ที่กระทำการหมิ่นเหม่และจาบจ้วงสถาบัน ว่า เวลานี้ต่างชาติเขาสับสนคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นสิทธิเสรีภาพ เพราะฉะนั้น สื่อ และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำความเข้าใจกับเขาใหม่ ว่า ความผิดต่อสถาบันนั้นเป็นความผิดต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร มันไม่ใช่เรื่องของการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ธรรมดา แต่สื่อตะวันตก เขาไม่ผูกพันกับสถาบันหลักของพวกเขาอย่างเช่นคนไทยรู้สึกผูกพัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกด้วยว่า ไม่ว่าต่างชาติหรือคนไทยก็ตาม จะต้องตระหนักตรงนี้ว่าถ้าประเทศไทยไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ วันนี้ประเทศไทย ยังจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ ดังนั้น ผมจึงมองว่า นี่คือ ปัญหาของความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์จึงไม่ใช่การกระทำผิดส่วนตัว แต่เป็นการกระทำผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ
ทั้งนี้ ในเรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐ แต่ละประเทศจะนิยามไว้แตกต่างกันไป แต่ละประเทศมีเหตุผลภายในแตกต่างกัน อย่างเช่น สหรัฐเขาจะมีเงื่อนไขในการเดินทางเข้าประเทศมากมาย เพราะเขาคิดว่านี่เป็นมาตรการที่จะทำให้ชาติเขามีความปลอดภัยจากภัยต่างๆ แต่สำหรับประเทศไทย เรากำหนดความผิดเรื่องการหมิ่นสถาบัน ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยหมวดความมั่นคงของราชอาณาจักร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกไปถึงนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายว่า นักสิทธิมนุษยชน จะต้องคำนึงถึงเรื่องการละเมิดจิตใจ เพราะคนไทยนั้นเราจงรักภักดี และเทิดทูนสถาบัน เรามีความผูกพันทางใจยกให้เป็นพ่อ แม่ของแผ่นดิน ไม่ต้องอะไรมากแค่พ่อ แม่เราเอง ลองมีคนอื่นมาตะโกนด่าพ่อ ล้อแม่เรา เรายอมให้ทำอย่างนั้นหรือไม่
ขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์ เราต้องดูว่าการกระทำว่าส่อเจตนาหรือไม่ ถ้าเจตนาที่จะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำอย่างไรหรือพูดอย่างไรก็หมิ่น แต่ถ้าไม่มีเจตนา ทำอย่างไรก็ไม่ผิด เพราะกฎหมายอาญาในเรื่องคดีหมิ่นนั้น เกิดจากองค์ประกอบ คือ มีเจตนาพูดใส่ร้ายสถาบัน จงใจใส่ร้าย หรือเอาเรื่องไม่จริงมาพูด ฉะนั้น คนที่กระทำความผิดตรงนี้มีหลายแบบ เนื่องจากเขาได้ข้อมูลมาอย่างผิดๆ ซึ่งเราก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ แต่คนอีกประเภทหนึ่ง มีเจตนาที่จะทำลายสถาบันโดยตรง ด้วยการทำให้คนเข้าใจผิด ถ้าเป็นกรณีนี้ถือว่ามีเจตนาที่จะหมิ่นสถาบัน
เพราะฉะนั้น คนไทยที่เทิดทูนจงรักภักดีเขาก็มองว่าทำไมเจ้าหน้าที่ของรัฐมัวทำอะไรอยู่ จึงปล่อยให้คนนั้น คนนี้ มากล่าวหาพ่อ แม่ของแผ่นดิน จะเห็นว่า ในระยะ 2-3 ปีนี้ทำไมมันจึงกระพือ และผุดเป็นดอกเห็ด
นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า แม้ว่าไทยเราจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่เราก็มีวัฒนธรรมของเราเอง ถามว่าเราผิดไหม ตรงนี้ต่างชาติเขาเข้าใจเราผิด ผนวกกับมีการชี้นำผิดๆ ทำกันเป็นขบวนการ
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำความเข้าใจ และหาต้นตอให้เจอว่ามันมาจากไหน เพื่อจะได้ทราบว่าคนที่เขาทำเขาเข้าใจผิด หรือเขาได้ข้อมูลผิดๆ มา หรือว่าเขาทำไปตามกระแส หรือบางครั้งที่ผมทราบเบาะแส ก็คือ มีการรับจ้างจากต่างชาติมาทำก็มี ที่รับไม่ได้คือการกระทำโดยเจตนามุ่งร้ายต่อสถาบัน ทำให้คนเข้าใจผิดในสถาบัน
ผมอยากถามว่าวันนี้ ถ้าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ดีจริง องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO จะทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญรางวัล ผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา แด่พระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือทำไม องค์กรสนับสนุนด้านการประดิษฐ์ระดับนานาชาติ ในฮังการี และ องค์กรการประดิษฐ์ เกาหลีใต้ จึงทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ประดิษฐ์กังหันน้ำชัยพัฒนา รวมทั้งผลงานทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของพสกนิกรชาวไทยอย่างยิ่ง พร้อมทั้งกำหนดให้ 2 กุมภาพันธ์ 2551 เป็น "วันนักประดิษฐ์โลก"
เพราะฉะนั้น คนที่จ้องจะดูหมิ่นสถาบัน ถือว่ามีเจตนาที่ไม่ดี และในส่วนของเจ้าหน้าที่ใครที่เพิกเฉย ก็ถือว่าทำไม่ถูกต้อง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่า หน่วยงานราชการที่ต้องจัดการเรื่องนี้มีจำนวนมาก (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการกองทัพบก มอบให้กองทัพภาคที่ 1 ตั้งชุดเฉพาะกิจ หรือ ฉก.6080 ติดตามขบวนการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งการเผยแพร่ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่ออื่นๆ เพื่อยับยั้งการดำเนินการดังกล่าวไม่ให้ขยายตัวไปมากกว่านี้ ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งให้สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.) ตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะเพื่อเฝ้าระวังติดตาม ตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายความผิดและเร่งตรวจสอบเว็บไซต์ และสื่อต่างๆ ที่เข้าข่ายลักษณะความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือกระทำการไม่เหมาะสม อันเป็นการดูหมิ่นสถาบัน กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ตั้งวอร์รูมคดีหมิ่นสถาบัน กระทรวงไอซีที มีหน่วยเฝ้าระวังเว็บไซต์ไม่เหมาะสม) เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องการให้ทุกส่วนราชการมาร่วมกันทำงานเป็นทีมให้มาจัดระบบการจัดการใหม่ คนที่ได้เกี่ยวข้องจะได้มาคุยกันว่างานติดขัดตรงไหน ผมจะไม่พูดถึงกรมไหน หรือหน่วยงานไหนเป็นการเฉพาะ แต่ผมต้องการเห็นการทำงานร่วมกันเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะเมื่อแต่ละส่วนได้มาทำงานกันแล้วก็จะเห็นอุปสรรค แล้วก็แก้ไขตรงจุดนั้น ไม่นานมันจะไปถึงการแก้ไขถึงต้นตอของเรื่อง เมื่อผลสำเร็จเราก็จะเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จร่วมกัน
ส่วนชื่อนั้น ขณะนี้ ใช้ชื่อว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจปราบปรามแก้ไขปัญหาการกระทำผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร โดยจะออกกฎหมายรองรับให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ไม่ว่าใครจะพรรคการเมืองใด เข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป ก็ยังจะต้องคงมีหน่วยงานนี้ และตระหนักว่าการปกป้องไม่ให้เกิดคดีที่ส่งผลต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นความสำคัญจำเป็นของรัฐบาลชุดนั้นๆ
นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา มีการจับกุมผู้กระทำความผิดโดยตลอด แต่เราไม่อยากให้เป็นข่าว ไม่อยากประชาสัมพันธ์ แต่ขอให้รู้ว่าเราเอาจริงเอาจัง รวมถึงข่าวการสั่งปิดเว็บไซต์ที่หมิ่นสถาบัน ผมไม่พอใจ เพราะไม่ต้องการที่จะให้เป็นข่าว เนื่องจากต้องการที่จะควานหาเครือข่ายผู้กระทำผิด แต่เมื่อมีข่าวออกไปก็ทำให้เกิดความลำบากในการสืบสวน สอบสวน ซึ่งขณะนี้ ได้กำชับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ระมัดระวังแล้ว
ส่วนสาเหตุที่เกิดความล่าช้าในการจัดการกับเว็บไซต์หมิ่นสถาบันนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่า เพราะมีเจ้าหน้าที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเพียงคนเดียว แต่ตอนนี้เรากำลังจะเอาคนของกองทัพ ซึ่งมีอยู่จำนวนมากเข้ามาช่วยทำงาน
ทั้งนี้ เท่าที่ได้ข้อมูลในขณะนี้มีทั้งเว็บเพจ เว็บไซต์ เราปิดตรงนี้ วันรุ่งขึ้นก็ไปโผล่ที่ใหม่ เนื้อหาเดียวกัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คาดหวังว่า คณะทำงานที่ประกอบด้วยคนของกองทัพ คนของกระทรวงไอซีที กระทรวงยุติธรรม รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และ ISP หรือ Internet Service Provider ซึ่งจะดูแลเว็บไซต์และตรวจสอบข้อมูลที่จะผ่านออกไปลงในเว็บไซต์ ตรงนี้จะเหมือนก๊อกน้ำ เมื่อเปิดก๊อกน้ำน้ำจะมีตะกอนออกมา แต่เราจะต้องมาคิดว่าทำอย่างไร ก๊อกน้ำจะมีระบบกรองตะกอนไม่ให้ออกมาถึงผู้ใช้น้ำ
กรณีนี้ อย่ามองแค่เว็บไซต์อย่างเดียวนะครับ เพราะการหมิ่นสถาบัน รวมถึงหมิ่นด้วยคำพูดในรายการวิทยุ และโทรทัศน์ หน่วยงานนี้จะตรวจสอบทั้งหมด เพราะความผิดฐานหมิ่นสถาบันนั้น หากปรากฏในเว็บไซต์ ก็จะมีความผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่กรณีจาบจ้วงด้วยคำพูดนั้นผิด ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
Tags : นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
http://www.bangkokbiznews.com/home/news/politics/analysis/2009/01/25/news_10157.php
นางสาววีณา สว่าวัน รปศ เลขที่35
โดย : สุทธิรักษ์ อุฒมนตรี
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
รมว.ยุติธรรมกล่าว "จะเร่งดำเนินการปราบปรามคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติไม่ว่าจะเป็นการกระทำ คำพูด การสื่อสารในรูปแบบใดหรือเว็บไซต์"
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ประกาศเป็นนโยบายการบริหารงานกระทรวงยุติธรรม ในวันแรกที่เข้าทำงานในกระทรวงว่าจะเร่งดำเนินการปราบปรามคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ คำพูด การสื่อสารในรูปแบบใด หรือเว็บไซต์ อันนี้เป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงยุติธรรม
ต่อมาศาลอาญา มีคำพิพากษาจำคุกนายแฮรี่ นิโคลายส์ (MR.Harry Nicolaides) อดีตนักข่าวและคอลัมนิสต์ชาวออสเตรเลีย เป็นเวลา 3 ปี ในข้อหาความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์และรัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
วันนี้ผ่านมาแล้ว 1 เดือน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์พิเศษ กรุงเทพธุรกิจ ถึงนโยบายจัดการขบวนการหมิ่นสถาบัน ทั้งผ่านทางเว็บไซต์ และสื่ออื่นๆ รวมถึงผู้ที่กระทำการหมิ่นเหม่และจาบจ้วงสถาบัน ว่า เวลานี้ต่างชาติเขาสับสนคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นสิทธิเสรีภาพ เพราะฉะนั้น สื่อ และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำความเข้าใจกับเขาใหม่ ว่า ความผิดต่อสถาบันนั้นเป็นความผิดต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร มันไม่ใช่เรื่องของการแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ธรรมดา แต่สื่อตะวันตก เขาไม่ผูกพันกับสถาบันหลักของพวกเขาอย่างเช่นคนไทยรู้สึกผูกพัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกด้วยว่า ไม่ว่าต่างชาติหรือคนไทยก็ตาม จะต้องตระหนักตรงนี้ว่าถ้าประเทศไทยไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ วันนี้ประเทศไทย ยังจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ ดังนั้น ผมจึงมองว่า นี่คือ ปัญหาของความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์จึงไม่ใช่การกระทำผิดส่วนตัว แต่เป็นการกระทำผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ
ทั้งนี้ ในเรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐ แต่ละประเทศจะนิยามไว้แตกต่างกันไป แต่ละประเทศมีเหตุผลภายในแตกต่างกัน อย่างเช่น สหรัฐเขาจะมีเงื่อนไขในการเดินทางเข้าประเทศมากมาย เพราะเขาคิดว่านี่เป็นมาตรการที่จะทำให้ชาติเขามีความปลอดภัยจากภัยต่างๆ แต่สำหรับประเทศไทย เรากำหนดความผิดเรื่องการหมิ่นสถาบัน ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยหมวดความมั่นคงของราชอาณาจักร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกไปถึงนักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายว่า นักสิทธิมนุษยชน จะต้องคำนึงถึงเรื่องการละเมิดจิตใจ เพราะคนไทยนั้นเราจงรักภักดี และเทิดทูนสถาบัน เรามีความผูกพันทางใจยกให้เป็นพ่อ แม่ของแผ่นดิน ไม่ต้องอะไรมากแค่พ่อ แม่เราเอง ลองมีคนอื่นมาตะโกนด่าพ่อ ล้อแม่เรา เรายอมให้ทำอย่างนั้นหรือไม่
ขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์ เราต้องดูว่าการกระทำว่าส่อเจตนาหรือไม่ ถ้าเจตนาที่จะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำอย่างไรหรือพูดอย่างไรก็หมิ่น แต่ถ้าไม่มีเจตนา ทำอย่างไรก็ไม่ผิด เพราะกฎหมายอาญาในเรื่องคดีหมิ่นนั้น เกิดจากองค์ประกอบ คือ มีเจตนาพูดใส่ร้ายสถาบัน จงใจใส่ร้าย หรือเอาเรื่องไม่จริงมาพูด ฉะนั้น คนที่กระทำความผิดตรงนี้มีหลายแบบ เนื่องจากเขาได้ข้อมูลมาอย่างผิดๆ ซึ่งเราก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ แต่คนอีกประเภทหนึ่ง มีเจตนาที่จะทำลายสถาบันโดยตรง ด้วยการทำให้คนเข้าใจผิด ถ้าเป็นกรณีนี้ถือว่ามีเจตนาที่จะหมิ่นสถาบัน
เพราะฉะนั้น คนไทยที่เทิดทูนจงรักภักดีเขาก็มองว่าทำไมเจ้าหน้าที่ของรัฐมัวทำอะไรอยู่ จึงปล่อยให้คนนั้น คนนี้ มากล่าวหาพ่อ แม่ของแผ่นดิน จะเห็นว่า ในระยะ 2-3 ปีนี้ทำไมมันจึงกระพือ และผุดเป็นดอกเห็ด
นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า แม้ว่าไทยเราจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่เราก็มีวัฒนธรรมของเราเอง ถามว่าเราผิดไหม ตรงนี้ต่างชาติเขาเข้าใจเราผิด ผนวกกับมีการชี้นำผิดๆ ทำกันเป็นขบวนการ
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำความเข้าใจ และหาต้นตอให้เจอว่ามันมาจากไหน เพื่อจะได้ทราบว่าคนที่เขาทำเขาเข้าใจผิด หรือเขาได้ข้อมูลผิดๆ มา หรือว่าเขาทำไปตามกระแส หรือบางครั้งที่ผมทราบเบาะแส ก็คือ มีการรับจ้างจากต่างชาติมาทำก็มี ที่รับไม่ได้คือการกระทำโดยเจตนามุ่งร้ายต่อสถาบัน ทำให้คนเข้าใจผิดในสถาบัน
ผมอยากถามว่าวันนี้ ถ้าองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ดีจริง องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO จะทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญรางวัล ผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา แด่พระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือทำไม องค์กรสนับสนุนด้านการประดิษฐ์ระดับนานาชาติ ในฮังการี และ องค์กรการประดิษฐ์ เกาหลีใต้ จึงทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ประดิษฐ์กังหันน้ำชัยพัฒนา รวมทั้งผลงานทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของพสกนิกรชาวไทยอย่างยิ่ง พร้อมทั้งกำหนดให้ 2 กุมภาพันธ์ 2551 เป็น "วันนักประดิษฐ์โลก"
เพราะฉะนั้น คนที่จ้องจะดูหมิ่นสถาบัน ถือว่ามีเจตนาที่ไม่ดี และในส่วนของเจ้าหน้าที่ใครที่เพิกเฉย ก็ถือว่าทำไม่ถูกต้อง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่า หน่วยงานราชการที่ต้องจัดการเรื่องนี้มีจำนวนมาก (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการกองทัพบก มอบให้กองทัพภาคที่ 1 ตั้งชุดเฉพาะกิจ หรือ ฉก.6080 ติดตามขบวนการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งการเผยแพร่ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่ออื่นๆ เพื่อยับยั้งการดำเนินการดังกล่าวไม่ให้ขยายตัวไปมากกว่านี้ ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งให้สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.) ตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะเพื่อเฝ้าระวังติดตาม ตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายความผิดและเร่งตรวจสอบเว็บไซต์ และสื่อต่างๆ ที่เข้าข่ายลักษณะความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือกระทำการไม่เหมาะสม อันเป็นการดูหมิ่นสถาบัน กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ตั้งวอร์รูมคดีหมิ่นสถาบัน กระทรวงไอซีที มีหน่วยเฝ้าระวังเว็บไซต์ไม่เหมาะสม) เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องการให้ทุกส่วนราชการมาร่วมกันทำงานเป็นทีมให้มาจัดระบบการจัดการใหม่ คนที่ได้เกี่ยวข้องจะได้มาคุยกันว่างานติดขัดตรงไหน ผมจะไม่พูดถึงกรมไหน หรือหน่วยงานไหนเป็นการเฉพาะ แต่ผมต้องการเห็นการทำงานร่วมกันเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะเมื่อแต่ละส่วนได้มาทำงานกันแล้วก็จะเห็นอุปสรรค แล้วก็แก้ไขตรงจุดนั้น ไม่นานมันจะไปถึงการแก้ไขถึงต้นตอของเรื่อง เมื่อผลสำเร็จเราก็จะเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จร่วมกัน
ส่วนชื่อนั้น ขณะนี้ ใช้ชื่อว่า คณะทำงานชุดเฉพาะกิจปราบปรามแก้ไขปัญหาการกระทำผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร โดยจะออกกฎหมายรองรับให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ไม่ว่าใครจะพรรคการเมืองใด เข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป ก็ยังจะต้องคงมีหน่วยงานนี้ และตระหนักว่าการปกป้องไม่ให้เกิดคดีที่ส่งผลต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เป็นความสำคัญจำเป็นของรัฐบาลชุดนั้นๆ
นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา มีการจับกุมผู้กระทำความผิดโดยตลอด แต่เราไม่อยากให้เป็นข่าว ไม่อยากประชาสัมพันธ์ แต่ขอให้รู้ว่าเราเอาจริงเอาจัง รวมถึงข่าวการสั่งปิดเว็บไซต์ที่หมิ่นสถาบัน ผมไม่พอใจ เพราะไม่ต้องการที่จะให้เป็นข่าว เนื่องจากต้องการที่จะควานหาเครือข่ายผู้กระทำผิด แต่เมื่อมีข่าวออกไปก็ทำให้เกิดความลำบากในการสืบสวน สอบสวน ซึ่งขณะนี้ ได้กำชับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ระมัดระวังแล้ว
ส่วนสาเหตุที่เกิดความล่าช้าในการจัดการกับเว็บไซต์หมิ่นสถาบันนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่า เพราะมีเจ้าหน้าที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเพียงคนเดียว แต่ตอนนี้เรากำลังจะเอาคนของกองทัพ ซึ่งมีอยู่จำนวนมากเข้ามาช่วยทำงาน
ทั้งนี้ เท่าที่ได้ข้อมูลในขณะนี้มีทั้งเว็บเพจ เว็บไซต์ เราปิดตรงนี้ วันรุ่งขึ้นก็ไปโผล่ที่ใหม่ เนื้อหาเดียวกัน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คาดหวังว่า คณะทำงานที่ประกอบด้วยคนของกองทัพ คนของกระทรวงไอซีที กระทรวงยุติธรรม รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และ ISP หรือ Internet Service Provider ซึ่งจะดูแลเว็บไซต์และตรวจสอบข้อมูลที่จะผ่านออกไปลงในเว็บไซต์ ตรงนี้จะเหมือนก๊อกน้ำ เมื่อเปิดก๊อกน้ำน้ำจะมีตะกอนออกมา แต่เราจะต้องมาคิดว่าทำอย่างไร ก๊อกน้ำจะมีระบบกรองตะกอนไม่ให้ออกมาถึงผู้ใช้น้ำ
กรณีนี้ อย่ามองแค่เว็บไซต์อย่างเดียวนะครับ เพราะการหมิ่นสถาบัน รวมถึงหมิ่นด้วยคำพูดในรายการวิทยุ และโทรทัศน์ หน่วยงานนี้จะตรวจสอบทั้งหมด เพราะความผิดฐานหมิ่นสถาบันนั้น หากปรากฏในเว็บไซต์ ก็จะมีความผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่กรณีจาบจ้วงด้วยคำพูดนั้นผิด ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
Tags : นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
http://www.bangkokbiznews.com/home/news/politics/analysis/2009/01/25/news_10157.php
นางสาววีณา สว่าวัน รปศ เลขที่35
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)