วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

แบบพินัยกรรม

พินัยกรรมแบบธรรดา
ในการทำเป็นการเขียนตาม
รูปแบบหรือการพิมพ์ โดยพินัยกรรมที่ทำต้องลงวันที่ เดือน ปี ใน วันที่ทำพินัยกรรม และเจ้าของมรดกต้องเซ็นท้ายพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนและพยานต้องลงรายชื่อรับรองลายมือผู้ทำพินัยกรรมนั้นด้วย
พินัยกรรมแบบเขียนขึ้นเอง

เจ้าของมรดกจะต้องเขียนขึ้นด้วยตนเองเท่านั้น จะให้ผู้อื่นเขียนแทนไม่ได้ เขียนเองทั้งฉบับ ต้องระบุวัน เดือน ปี ที่ทำการเขียน และลงลายมือชือตนเองลงไปด้วย
แบบเอกสารฝ่ายเมือง
ผู้ทำพินัยกรรมต้องแจ้งความประสงค์ด้วยตนเองต่อนายอำเภอ และต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คนนายอำเภอจะจดข้อความพินัยกรรมลงไว้ และจะอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟังเมื่อข้อความถูกต้องเรียบร้อย ผู้ทำพินัยกรรมและพยานก็ลงชื่อไว้ จากนั้นนายอำเภอจะลงวันที่ เดือน ปี และลงลายมือชื่อไว้ แล้วเขียนบอกว่าพินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้นถูกต้องทั้งหมด แล้วประทับตราตำแหน่งนายอำเภอเป็นอันเรียบร้อย
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
การทำพินัยกรรมนี้เป็นการทำพินัยกรรมที่มีข้าราชการต่อกรมการอำเภอและต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน นายอำเภอจะต้องจดข้อความคำข้อทำพินัยกรรมลงบัญชีบันทึกประจำวันไว้ และจะอ่านให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟังเมื่อข้อความถูกต้องเรียบร้อย ข้อความที่นายอำเภอจดไว้ให้ลง วันที่ เดือน ปี ใน วันที่ทำพินัยกรรม แล้วเขียนบอกว่าพินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้นถูกต้องตามบทอนุมาตรา 1-3 แล้วประทับตราตำแหน่งนายอำเภอเป็นอันเรียบร้อยหรือทำที่นอกอำเภอก็ได้แต่ต้องมีนายอำเภอตามการร้องขอนั้นในการประทับตราก้ได้เช่นกัน
พินัยกรรมแบบเอกสารลับ
ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนพินัยกรรมด้วยตนเอง หรือให้ผู้อื่นเขียนแทนก็ได้ และต้องลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมไว้ทำการปิดผนึกพินัยกรรมไปแสดงต่อนายอำเภอและพยานอย่างน้อย 2 คน และให้ถ้อยคำต่อบุคคลทั้งหมดเหล่านั้น ว่าเป็นพินัยกรรมตน ถ้าพินัยกรรมนั้นมิได้เป็นผู้เขียนเอง ให้แจ้งนามและภูมิลำเนาของผู้เขียนให้ทราบด้วยเมื่อนายอำเภอจดถ้อยคำและวัน เดือน ปี ที่ได้ทำพินัยกรรมไว้บนซอง แล้วก็ประทับตราตำแหน่งและลายมือชื่อบนซอง พร้อมกับผู้ทำพินัยกรรมและพยานด้วย
ข้อยกเว้นการทำพินัยกรรมแบบเอกสารลับ
ถ้าบุคคลผู้เป็นใบ้และหูหนวกหรือผู้ที่พูดไม่ได้ มีความประสงค์ในการพินัยกรรมให้เขียนด้วยตนเองบนซองพินัยกรรมและให้ผู้อื่นไว่าเป็นพินัยกรรมของตนแทน
พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา
ในกรณีที่ตกอยู่ในอันตรายใกล้เสียชีวิตหรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำด้วยวาจาได้ โดยแสดงเจตนาทำพินัยกรรมต่อหน้า พยานอย่างน้อย 2 คน แล้วพยานทั้งสองนั้นจะต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอ แล้วแจ้งขอทำพินัยกรรมแจ้งวันเวลาให้ทราบด้วยสถานที่ทำพินัยกรรมหรือพฤติกรรมพิเศษต่อ นายอำเภอจะจดข้อความนั้นไว้ แล้วพยานทั้ง 2 คนลงลายมือชื่อหรือถ้าลงลายนิ้วมือต้องมีพยานเพิ่มขึ้นอีก 2 คน เพื่อรับรองลายนิ้วมือด้วย
ความสมบูรณ์ในการทำพินัยกรรม
ความสมบูรณ์ในการทำพินัยกรรมทำขึ้นตามมาตราก่อนนั้นย่อมสิ้นไปเมือพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่เวลาผู้ทำพินัยกรรมกลับมาสู้การทำพินัยกรรมแบบอื่นๆที่กำหนดไว้ได้
ความไม่สมบูรณ์ในการทำพินัยกรรม
หากมีการขูดลบ หรือเติมแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความใดๆ มีผลทำให้พินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ได้ปฏิบัติอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรม หรือไม่ได้มีการเซ็นรับรองการเปลี่ยนแปลงใดๆจะทำให้พินัยกรรมไม่สมบูรณ์เช่นกัน

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

การให้สินบน

สินบน” หมายความว่า1.ทรัพย์หรือสิ่งของที่จะให้เป็นเครื่องบูชาคุณ หรือตอบแทนผู้ที่จะช่วยให้สำเร็จตามประสงค์ หรือ 2.ทรัพย์ที่จะให้เพื่อจูงใจให้ทำผิดต่อหน้าที่โดยผู้ให้มุ่งประโยชน์ของตนซึ่งในความหมายของ “สินบน” ทั้ง 2 ความหมาย ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ให้เพื่อตอบแทนกับผลประโยชน์ที่ผู้ให้ได้รับ ซึ่งมักจะเป็นสิ่งจูงใจให้ผู้รับประพฤติปฏิบัติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้ผู้ให้สินบนได้รับประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวจากความหมายของคำว่า “สินบน” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ข้างต้น เห็นได้ว่า หากการให้ “สินบน” นอกจากตามความหมายจะเป็นเรื่องการให้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังมีกฎหมายอาญาบัญญัติไว้เป็นความผิดทั้งผู้ “ให้สินบน” และผู้ “รับสินบน” ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และมาตรา 149 โดยบัญญัติไว้ดังนี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 144 บัญญัติว่า “ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” เป็นความผิดสำหรับบุคคล “ผู้ให้สินบน” แก่เจ้าพนักงานสำหรับเจ้าพนักงานผู้ “รับสินบน” มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต” นกจากนั้น การ “รับสินบน” ไม่เฉพาะแต่การเรียกรับหรือยอมจะรับเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งเท่านั้น ยังหมายรวมถึงการเรียกรับหรือยอมจะรับไว้ล่วงหน้าก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่งที่จะเอื้อประโยชน์นั้นด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 150 ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับหรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท”จากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว จะเห็นได้ว่าคำว่า “สินบน” นั้น เป็นการให้ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผู้รับสินบนมีอัตราโทษกำหนดไว้สูงถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว นอกจากนั้นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ยังมีกรอบของกฎหมายบัญญัติไว้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”ดังนั้นในการใช้เรียกคำว่า “ส่วย” หรือ “สินบน” จึงควรใช้กันให้ถูกต้อง เพราะหากมองกันว่าเป็น “ส่วย” แล้ว จะไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เหมือนกับการให้ “สินบน” ซึ่งจะผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ แต่อย่างไรก็ดีในการให้ของขวัญแก่เจ้าพนักงานหรือข้าราชการนั้น ได้มีข้อกำหนดไว้แล้วว่า จะให้และรับกันเกินกว่า 3,000 บาทไม่ได้ ดังนั้นแม้ว่าจะอ้างกันอย่างไรเกี่ยวกับการให้ก็ให้กันเกินกว่า 3,000 บาทไม่ได้อยู่นั่นเอง
ตัวอย่าง เช่น กรณีของตำรวจจราจรกับการจ่ายสินบนเพื่อไม่รับใบสั่ง ตามมาด้วยการตั้งด่านลอย คอยจ้องหาผู้กระทำผิด แทนที่จะทำหน้าที่ป้องปราม
กรณีของการจ่ายส่วยเพื่อแลกกับการกระทำผิดในรูปแบบต่างๆเช่นการประมูลโครงการของหน่วยงานของภาครัฐ การบรรทุกสินค้าเกินพิกัดของกลุ่มรถบรรทุก ฯลฯ

นางสาว วีณา สว่างวัน รปศ 501 เลขที่ 35

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553

การรับบุตรบุญธรรม

วิธีการรับบุตรบุญธรรมให้ถูกต้องตามกฎหมายในกรณีที่ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นเด็กค่อนข้างยุ่งยาก กว่าการรับคนที่บรรลุนิติภาวะแล้วเป็นบุตรบุญธรรม การรับบุตรบุญธรรมโดยทั่วไปคนรับบุตรบุญธรรมจะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 25 ปี ส่วนคนที่จะเป็นบุตรบุญธรรมจะมีอายุเท่าใดก็ได้ แต่จะต้องมีอายุอ่อนกว่า ผู้รับบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี
ในกรณีที่ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมยังเป็นเด็กอยู่ การรับบุตรบุญธรรมจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอม ของพ่อและแม่ของเด็กเสียก่อน ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งของเด็กตายหรือถูกถอนอำนาจปกครอง การรับบุตรบุญธรรม จะต้องได้รับจากพ่อหรือแม่ซึ่งยังมีอำนาจปกครอง
ถ้าไม่มีพ่อแม่ หรือมีแต่พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้ หรือไม่ให้ความยินยอม และการไม่ให้ความยินยอมนั้น ปราศจากเหตุผลอันสมควร และเป็นปฏิปักษ์ต่อ สุขภาพความเจริญหรือสวัสดิภาพของเด็ก ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือพ่อหรือแม่ของเด็กหรือพนักงานอัยการ จะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของพ่อและหรือแม่ของเด็กก็ได้
เมื่อพ่อและแม่ของเด็กให้ความยินยอมหรือศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนความยินยอมของพ่อและหรือแม่ ดังกล่าวแล้ว ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องนำความยินยอมหรือคำอนุญาตของศาลไปยืนคำขอรับเด็ก เป็นบุตรบุญธรรมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามวิธีการที่บัญญัติไว้ ใน พ.ร.บ. รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมต่อไป
นอกจากจะต้องมีความยินยอมของพ่อและหรือแม่ของเด็ก การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม กรณีที่ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมมีคู่สมรสแล้ว ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรสด้วย มิฉะนั้นการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมย่อมไม่สมบูรณ์
ในกรณีที่คู่สมรสของผู้ขอรับบุตรบุญธรรมไม่อาจให้ความยินยอมได้ เช่น เป็นคนวิกลจริต หรือไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ผู้ขอรับบุตรบุญธรรมจะต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้นก่อน จึงจะมีการรับบุตรบุญธรรมได้ เนื่องจากการขอรับบุตรบุญธรรมของสามีภริยาคู่นี้มีปัญหาที่ฝ่ายสามีประสงค์จะมีลูกที่เกิดจากสายเลือด ของตนเอง สามีอาจจะไม่ให้ความยินยอมให้ภริยารับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้
มีปัญหาว่า ถ้าสามีไม่ให้ความยินยอมภริยาจะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาต แทนความยินยอมของสามีได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ภริยาจะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนความยินยอมของสามีไม่ได้ ฉะนั้นถ้าหากสามีไม่ให้ความยินยอมให้ภริยารับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ความคิดของภริยาที่จะตัดไฟเสียต้นลมไม่ให้สามีมีเมียใหม่โดยวิธีรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็ไม่อาจทำได้
แต่ถ้าสามีเต็มใจให้ความยินยอม ปัญหาก็ไม่เกิด เมื่อได้มีคำยื่นขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมจนผ่านขั้นตอนการทดลองการเลี้ยงดูจนได้มีการจดทะเบียน รับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว ภริยาผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็มีฐานะเป็นผู้รับบุตรบุญธรรม ส่วนเด็กก็มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรม ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรม กับบุตรบุญธรรม จะเหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกโดยสายเลือดเกือบทุกอย่าง ส่วนสามี เป็นเพียงผู้ให้ ความยินยอมเท่านั้น จึงไม่มีความสัมพันธ์อันใดกับบุตรบุญธรรมของภริยา หากสามีประสงค์จะให้ บุตรบุญธรรมของภริยาเป็นบุตรบุญธรรมของตนด้วย สามีก็จะต้องดำเนินการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เช่นเดียวกับภริยาดำเนินการโดยเพียงแต่ได้รับความยินยอมจากภริยา ซึ่งเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมอยู่แล้วเท่านั้น ไม่ต้องให้พ่อแม่จริง ๆ ของเด็กให้ความยินยอมอีก
นางสาว วีณา สว่างวัน รปศ. 501 เลขที่35


วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

การหมิ่นประมาท

หมิ่นประมาท / ดูหมิ่น
เรื่องคดีดูหมิ่น หมิ่นประมาทในทางอาญาและหมิ่นประมาทในทางแพ่งแตกต่างกันอย่างไร เพราะบางครั้งมีการแจ้งความฟ้องศาลให้ลงโทษจำคุกได้ แต่บางครั้งฟ้องเรียกแต่ค่าเสียหายกันอย่างเดียว
การฟ้องให้ลงโทษจำคุกจะเป็นเรื่องของความรับผิดทางอาญา ส่วนการฟ้องเรียกค่าเสียหายจะเป็นเรื่องของความรับผิดในทางแพ่ง ซึ่งการหมิ่นประมาทนั้นอาจเป็นทั้งความรับผิดในทางอาญาและทางแพ่ง หรืออาจเป็นเพียงความผิดฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งได้อย่างเดียว หรืออาจจะเป็นความรับผิดในทางอาญาอย่างเดียว ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทในทางอาญาและทางแพ่งนั้นมีมากมายในที่นี้จึงขออธิบายเพียงกว้าง ๆ ว่าการหมิ่นประมาทในทางแพ่งและหมิ่นประมาทในทางอาญานั้นโดยทั่วไปมีความคล้ายกัน ซึ่งพอจะแยกความแตกต่างได้บ้างคือ
1.ดูจากเจตนา กล่าวคือ ในทางอาญา การหมิ่นประมาทนั้นต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาเท่านั้น ดังนั้นถ้าเป็นการกระทำโดยไม่เจตนาหรือเป็นการกระทำโดยประมาทในความรับผิดทางอาญาจะไม่ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท แต่หมิ่นประมาทในทางแพ่งนั้นนอกจากจะกระทำโดยเจตนาคือ จงใจกระทำแล้ว ในบางกรณีแม้เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อในการกล่าวหรือไขข่าว ก็อาจมีความผิดในทางแพ่งเรื่องละเมิดได้ แม้ว่าผู้กล่าวหรือไขข่าวจะไม่มีเจตนาให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ และทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของผู้อื่น
2.ดูจากความที่กล่าวหรือไขข่าว กล่าวคือ การหมิ่นประมาทในทางแพ่งนั่นถ้าเป็นการพูดเรื่องจริง กล่าวหรือไขข่าวในข้อความที่เป็นจริงจะไม่ถือว่าเป็นการละเมิด เพราะว่าหากเป็นเรื่องจริงผู้ถูกกล่าวถึงนั้นย่อมไม่ได้รับความเสียหาย แต่สำหรับความรับผิดทางอาญานั้น แม้ข้อความที่กล่าวนั้นจะเป็นเรื่องจริงก็อาจเป็นความรับผิดทางอาญาได้ โดยจะเห็นได้จากในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 ที่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่จริง ถ้าหากคำกล่าวหรือข้อความที่กล่าวใส่ความนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน
3.ดูเรื่องความเสียหายที่ได้รับ ในทางอาญาผลของการใส่ความจะเป็นการเสียหายต่อชื่อเสียง ทำให้ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง แต่การหมิ่นประมาทในทางแพ่งนั้น กฎหมายจะกำหนดความเสียหายไว้กว้างกว่าคือ นอกจากจะเป็นการเสียหายต่อชื่อเสียงแล้ว ยังรวมถึงความเสียหายต่อทางทำมาหาได้ เกียรติคุณหรือทางเจริญด้วย
นอกจากนี้ในความรับผิดทางอาญานั้น บางครั้งการพูดดูถูกผู้อื่นอาจเป็นเพียงการดูหมิ่นอันเป็นเพียงความผิดที่มีโทษเพียงเล็กน้อยซึ่งเรียกว่า ความผิดลหุโทษ คือ ความผิดฐานดูหมิ่นนั้นจะมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดยการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเหยียดหยามบุคคลอื่น แต่ไม่ถึงกับทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณเพราะคำดูหมิ่นนั้นไม่อาจจะเป็นความจริงได้ ได้แก่คำด่าต่าง ๆ เช่น คำว่า ไอ้สัตว์เดรัจฉาน ไอ้เหี้ย ไอ้ผีปอบ ฯลฯ หรืออาจเป็นอาการดูหมิ่นต่าง ๆ เช่น การแลบลิ้นใส่ การยกเท้าแสดงอาการไม่สุภาพ ฯลฯโดยไม่ต้องเป็นการกล่าวต่อบุคคลที่สาม
แต่ถ้าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญาแล้วจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญเข้ามาอีกประการหนึ่งคือ ต้องเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นมากล่าวอ้างต่อบุคคลที่สามด้วย ซึ่งจะทำให้บุคคลที่สามได้เห็นพฤติกรรมการกระทำของบุคคลนั้น และความผิดฐานหมิ่นประมาทในทางอาญานั้นโทษจะหนักกว่าคือ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ.

นางสาว วีณา สว่าวัน เลขที่35 รปศ.501