วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

การให้สินบน

สินบน” หมายความว่า1.ทรัพย์หรือสิ่งของที่จะให้เป็นเครื่องบูชาคุณ หรือตอบแทนผู้ที่จะช่วยให้สำเร็จตามประสงค์ หรือ 2.ทรัพย์ที่จะให้เพื่อจูงใจให้ทำผิดต่อหน้าที่โดยผู้ให้มุ่งประโยชน์ของตนซึ่งในความหมายของ “สินบน” ทั้ง 2 ความหมาย ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ให้เพื่อตอบแทนกับผลประโยชน์ที่ผู้ให้ได้รับ ซึ่งมักจะเป็นสิ่งจูงใจให้ผู้รับประพฤติปฏิบัติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้ผู้ให้สินบนได้รับประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวจากความหมายของคำว่า “สินบน” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ข้างต้น เห็นได้ว่า หากการให้ “สินบน” นอกจากตามความหมายจะเป็นเรื่องการให้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังมีกฎหมายอาญาบัญญัติไว้เป็นความผิดทั้งผู้ “ให้สินบน” และผู้ “รับสินบน” ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และมาตรา 149 โดยบัญญัติไว้ดังนี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 144 บัญญัติว่า “ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” เป็นความผิดสำหรับบุคคล “ผู้ให้สินบน” แก่เจ้าพนักงานสำหรับเจ้าพนักงานผู้ “รับสินบน” มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต” นกจากนั้น การ “รับสินบน” ไม่เฉพาะแต่การเรียกรับหรือยอมจะรับเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งเท่านั้น ยังหมายรวมถึงการเรียกรับหรือยอมจะรับไว้ล่วงหน้าก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่งที่จะเอื้อประโยชน์นั้นด้วย ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 150 ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง โดยเห็นแก่ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งตนได้เรียก รับหรือยอมจะรับไว้ก่อนที่ตนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท”จากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว จะเห็นได้ว่าคำว่า “สินบน” นั้น เป็นการให้ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผู้รับสินบนมีอัตราโทษกำหนดไว้สูงถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว นอกจากนั้นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ยังมีกรอบของกฎหมายบัญญัติไว้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”ดังนั้นในการใช้เรียกคำว่า “ส่วย” หรือ “สินบน” จึงควรใช้กันให้ถูกต้อง เพราะหากมองกันว่าเป็น “ส่วย” แล้ว จะไม่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เหมือนกับการให้ “สินบน” ซึ่งจะผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ แต่อย่างไรก็ดีในการให้ของขวัญแก่เจ้าพนักงานหรือข้าราชการนั้น ได้มีข้อกำหนดไว้แล้วว่า จะให้และรับกันเกินกว่า 3,000 บาทไม่ได้ ดังนั้นแม้ว่าจะอ้างกันอย่างไรเกี่ยวกับการให้ก็ให้กันเกินกว่า 3,000 บาทไม่ได้อยู่นั่นเอง
ตัวอย่าง เช่น กรณีของตำรวจจราจรกับการจ่ายสินบนเพื่อไม่รับใบสั่ง ตามมาด้วยการตั้งด่านลอย คอยจ้องหาผู้กระทำผิด แทนที่จะทำหน้าที่ป้องปราม
กรณีของการจ่ายส่วยเพื่อแลกกับการกระทำผิดในรูปแบบต่างๆเช่นการประมูลโครงการของหน่วยงานของภาครัฐ การบรรทุกสินค้าเกินพิกัดของกลุ่มรถบรรทุก ฯลฯ

นางสาว วีณา สว่างวัน รปศ 501 เลขที่ 35

1 ความคิดเห็น: